ปัญหาสุขภาพ

ฉันถูกขังไว้ในบ้านของโรคจิต

สวัสดีทุกคนฉันชื่อ “สเตชี่” ฉันอายุ 15 ปีตอนนี้ฉันเป็นคนขี้ระแวงแล้วก็กลัวการออกนอกบ้านเป็นเพราะว่าเมื่อไม่นานมานี้ฉันถูกจับเป็นตัวประกันตลอดทั้งวันและคิดว่าจะไม่ได้กลับบ้านซะละ มันเริ่มต้นที่ความหลงใหลซึ่งไม่มีพิษภัยอะไรฉันรักดนตรีและใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในร้านดนตรีเพื่อฟังเพลงแล้วก็ซื้อแผ่นเสียงหลากหลายฉันสนุกมากๆและไม่นานฉันก็ฟังเพราะทุกเพลงเลยในร้านยกเว้นแผ่นเสียงที่แพงและหายากซึ่งฉันไม่มีเงินซื้อมันก็เลยยืนอยู่ข้างๆชั้นวางไว้อยู่พวกมันขึ้นมาเพื่อพลิกดูแล้วก็ฝันหวานว่าสักวันจะได้เป็นเจ้าของพวกมันวันนึงมีผู้หญิงคนนึงเข้ามาหาเราชื่นชมฉันเธอบอกว่าฉันมีรสนิยมในการฟังเพลงฉันก็เลยล้อเล่นกลับไปว่าเป็นคนรสนิยมสูงแต่รายได้ต่ำน่ะพวกเราหัวเราะแล้วก็เริ่มคุยกันกลายเป็นว่าเราชอบวงเดอะดอร์และเพลงของวงนี้เหมือนกันพวกเรารักเครื่องเล่นแผ่นเสียงย้อนยุคฉันมีความสุขในการพูดคุยกับเธอมันทั้งสนุกและเป็นกันเองเธอชื่อ “เฮเรน” เป็นผู้หญิงที่เหมือนฉันเป๊ะเลยหลังจากนั้นเธอ เฟสบุ๊ก ของฉันและพวกเราก็คุยกันเยอะแยะไม่นานเราก็แลกเบอร์โทรกันแล้วตกลงเจอกันที่ร้านดนตรีเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับดนตรีอีกครั้ง

ฉันเดาว่าสิ่งนี้ทำให้เรากลายมาเป็นเพื่อนกันใช่ฉันมีเพื่อนเป็นผู้ใหญ่และบางทีมันอาจจะดูแปลกๆแต่ว่านี่คือตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าการสนใจในสิ่งเดียวกันทำให้เราเข้ากันได้ 2-3 วันหลังจากนั้นฉันได้มาอยู่หน้าชั้นวางแผ่นเสียงลิมิเต็ดอีกครั้งอยู่ๆ  “เฮเรน” ก็เข้ามาหาแล้วบอกว่าอย่ามัวแต่ยืนดูให้ลองฟังได้แล้วเธอหยิบอัลบั้มเดอะโรลลิงสโตนส์มาแล้วเดินไปจ่ายเงินด้วยท่าทางจริงจังเอาจริงๆเลยนะฉันอิจฉาเธอมากตอนนั้นเพราะว่าฉันไม่มีเงินซื้อแต่เมื่อเธอจ่ายเงินเสร็จก็กลับมาหาฉันแล้วก็ชวนฉันไปฟังเพลงที่บ้านเธอฉันตื่นเต้นมากไม่เคยมีโอกาสแบบนี้มาก่อนเลยตอนนี้ฉันนั่งอยู่บนรถของเธอพร้อมกับผืนแผ่นเสียงเอาไว้เยี่ยมไปเลยแต่อารมณ์ความสนุกของฉันหายไปทันทีที่เราเข้าไปในบ้านของเธอที่แห่งนี้ทำให้ฉันรู้สึกหวั่นๆมันมืดเพราะเขาใช้ผ้าม่านติดหน้าต่างทึบหมดเลยฉันรู้สึกอึดอัดแต่ก็ต้องพยายามเก็บอารมณ์ไว้มันยากมากฉันไม่อยากจะทำร้ายจิตใจ “เฮเรน” ก็เลยชื่นชมบ้านของเธอ

ทันใดนั้นฉันก็เห็นชั้นวางแผ่นเสียงและเครื่องเล่นแผ่นเสียงในขณะที่ฉันกำลังจะเปิดเพลงเพื่อลดความตึงเครียดลง “เฮเรน” หยุดฉันไว้เราพูดบางอย่างที่ทำให้ฉันตระหนักว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลแล้วล่ะเธอบอกว่าเหตุผลที่ฉันมาบ้านก็เพราะอยากแนะนำลูกชายให้รู้จัก “บิลลี่” เธอเรียกเขาและทันใดนั้นประตูห้องด้านหลังก็เปิดเผยให้เห็นเด็กชายที่นั่งอยู่บนรถเข็นเขาทักทายฉันซึ่งจะเห็นได้ว่าเขาขี้อายแล้วรู้สึกอึดอัดต้องบอกว่าฉันเองก็รู้สึกแบบเดียวกันความอึดอัดทำให้บทสนทนาหยุดชั่วครู่แต่แล้ว “เฮเรน” ก็ทำลายความเงียบลงแล้วบอกให้เราคุยกันในขณะที่เธอไปเตรียมชามาให้ สวัสดี ฉันทักทาย “บิลลี่” แต่บทสนทนากลับเงียบและก็อึดอัดอีกแล้วฉันรู้สึกอึดอัดใจสุดๆเลยอย่างกับอยู่ในสถานการณ์ที่พร้อมจะทำให้เป็นบ้าแล้วไม่ต้องแย่ลงแน่ๆ ฉันก็เลยตัดสินใจออกจากที่นั่นก็เลยบอก “บิลลี่” ฉันต้องไปแล้วและก็เดินลงไปดูหน้าบ้าน

แต่ทันใดนั้น “เฮเรน” รีบวิ่งมาในห้องแล้วก็ขวางทางฉันเธอบอกว่าเร็วเกินไปที่จะกลับและฉันต้องคุยกับลูกของเธอตอนนั้นสังเกตได้ถึงแววตาบ้าคลั้งของเธอฉันกลัวแล้วก็เลยวิ่งไปเอาห้องครัวเพื่อหาทางออกจากบ้านแต่ประตูทุกบานถูกล็อค “เฮเรน” ไล่ตามฉันมาซึ่งฉันไม่มีโอกาสได้หนีฉันได้หยิบมือถือขึ้นมาก็โทรหาตำรวจแต่แล้วเธอก็คว้ามือถือฉันไป โอ้วพระเจ้าเธอดูน่ากลัวมากมันชัดเจนเลยว่าเธอกำลังจะทำอะไรไม่ดีอ่ะหลังจากนั้นเธอก็ลากฉันไปยังห้องนึงแล้วขังฉันไว้ข้างในห้องมืดมากฉันพยายามคงานหาหน้าต่างแต่มันไม่มีนี่ดูเหมือนฉันถูกขังอยู่ในตู้เสื้อผ้าเลยอ่ะ “เฮเรน” บอกฉันผ่านประตูว่าให้ฉันเงียบไว้จนกว่าเธอจะกลับมาฉันพยายามเตะประตูแต่ว่าแรงฉันน้อยเกินไปเลยไม่ได้ผลเสร็จแต่แล้วฉันก็เห็นเงาของ “บิลลี่” ใต้ช่องประตูเขาแนะนำให้ฉันเนี่ยไม่งั้นทุกอย่างจะแย่ลงตอนนั้นมันมีแต่ความกลัวฉันก็เลยทรุดลงกับพื้นแล้วก็เริ่มร้องไห้ฉันไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นแล้วมันเกิดขึ้นได้ยังไงอ่ะและอะไรจะเกิดกับฉันต่อไปฉันไม่รู้ได้ยังไงว่าผู้หญิงคนนี้มันบ้าไม่นานนักเธอก็กลับมาแล้วทุกอย่างก็เริ่มต้นอีกครั้ง

เธอกับฉันนั่งบนเก้าอี้ตรงข้าม “บิลลี่” และทำให้ฉันคุยกับบิลลี่ฉันรู้สึกแปลกที่สุดในชีวิตเลย “เฮเรน” บังคับให้ฉันถามคำถามเขาแล้วเขาก็ตอบกลับมาอย่างอึดอัดความตึงเครียดลดน้อยลงนิดหน่อยตอนที่เธอเดินออกไปฉันจึงรีบขอให้เด็กคนนี้ปล่อยตัวฉันไปเพราะฉันอยากกลับไปเจอพ่อแม่แต่เขาบอกว่าให้ฉันฟังแม่ของเขาจะดีกว่าแล้วอะไรอะไรจะผ่านไปไวฉันน้ำตาไหลครั้ง “เฮเรน” พาฉันกลับมาห้องฉันนั่งอยู่ในนั้นนานมากเนื่องจากฉันไม่เห็นแสงอาทิตย์ก็เลยไม่รู้เลยว่ากี่โมงแล้วสิ่งที่ฉันทำได้ก็คือนั่งอยู่ในความมืดแล้วก็ร้องไห้พ่อแม่จะรู้สึกยังไงพวกเขาไม่รู้ว่าฉันอยู่ที่ไหนและเกิดอะไรขึ้นกันฉันซึ่งพวกเขาอาจจะหัวหมุนอยู่ก็ได้เพราะฉันเริ่มมีสติฉันจึงเริ่มคิดหาทางหนีออกจากบ้านเซงเคร็งเนี่ยแต่ฉันถูกล็อคอยู่ในห้องที่ไม่มีหน้าต่างและเฮเลนก็จับตาดูฉันตลอดจนเริ่มฟุ้งซ่านว่าตัวเองต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในที่ที่น่ากลัวแห่งนี้แต่ทันใดนั้นฉันก็เห็นเงาตรงช่องใต้ประตูอีกครั้งเงานั้นคือ “บิลลี่” เขาบอกว่าไม่มีเวลาคุยเพราะว่าแม่อาจจะได้ยินเขาก็เลยส่งแผ่นกระดาษผ่านใต้ช่องประตูมาแล้วก็จากไปฉันพยายามอ่านลายมือของเขาท่ามกลางแสงสลัวๆหรือลอดผ่านได้ประตู

ในกระดาษนั่นเขาขอโทษสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นเขาบอกว่าที่แม่ไปตลาดแบบนี้เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตเมื่อตอนที่ “บิลลี่” เกิดหมอบอกว่าเขาเป็นอัมพาตสมองพ่อของเขาไม่อยากเลี้ยงดูเด็กพิการก็เลยหนีไปส่วนแม่เขาแทบไม่มีเงินดูแลเขาบวกกับที่เหมาะกล่าวว่าในกรณีเด็กคนนี้มันเป็นไปไม่ได้เลยแม่ก็เลยตัดสินใจปกป้องเขาจากโลกอันโหดร้ายที่ปฏิเสธลูกชายของเธอเพื่อดูแล “บิลลี่” ด้วยตัวคนเดียวและหลัง 15 ปีแห่งความเหงามีปัญหาทางจิตเพิ่มมากขึ้น “บิลลี่” เองก็ตัวคนเดียวและงานอดิเรกอย่างเดียวของเขาคือดนตรีไม่นานนักแม่ของเขาต้องสนใจว่าต้องมีเพื่อนเราต้องทำความคิดนี้ให้เป็นจริงเธอจึงเริ่มมองหาเด็กที่มีความสนใจคล้ายกับลูกชายซึ่งเธอมาเจอฉัน เท่าที่ฉันเข้าใจเนี่ย “บิลลี่” น่าจะอยู่ในสถานการณ์เดียวกันคือเขาไม่มีมือถือไม่มีคอมและ “เฮเรน” ก็ควบคุมเขาทุกอย่างที่ท้ายข้อความ “บิลลี่” บอกว่าจะช่วยฉันแต่จะต้องสัญญาว่าจะพาเขาออกจากบ้านไปด้วยนี่คือโอกาสการตัดสินใจรับมันครั้งต่อไปที่ “เฮเรน” ให้ฉันคุยกับลูกเธอฉันใบ้เขาว่าจะทำบางอย่างเพื่อหนีฉันตื่นเต้นเล็กน้อยแล้วก็ใช้เวลาตลอดทั้งเย็นทำให้ “เฮเรน” พอใจเธอถึงขนาดบอกว่าฉันควรกินข้าวเย็นในขณะที่พวกเราทานข้าวกัน “บิลลี่” ทำช้อนหล่อนและขอให้ฉันหยิบให้

ซึ่งตอนที่ฉันเอื้อมไปหยิบเนี่ยเขาใส่บางอย่างในกระเป๋าฉันว่าเป็นแผ่นกระดาษที่เขียนว่าตี 2:00 น เตรียมตัวให้พร้อมต้องแบบนั้นฉันหวังว่าฝันจบลงเร็วๆนี้แหละแต่ฉันไม่รู้เวลาที่แน่ชัดมันก็เลยพยายามเดินรอบห้องก็ทำให้ตัวเองตื่นฉันเหนื่อยล้าเพราะว่าใช้เวลาทั้งวันกับความกลัวแล้วก็ความบ้าคลั่งฉันอยากจะนอนบนพื้นแล้วก็หลับไปแต่ว่าต้องทำตัวเองให้ตื่นเอาไว้ไม่นานก็ได้ยินเสียงเคาะประตูเบาๆพร้อมกุญแจอยู่ใต้ประตูฉันเปิดประตูแล้วรีบออกจากห้องให้เงียบที่สุดเพื่อออกจากบ้านแต่ประตูทุกลานล็อคเมื่อฉันเปิดผ้าม่านผืนใหญ่ออกก็เจอกับหน้าต่างที่ถูกล็อคไว้ด้วยโอเคฉันไม่มีทางเลือกอื่นแล้วก็เลยใช้เก้าอี้ฟาดไปที่หน้าต่างกันเสียงดังมากแล้วฉันรู้ว่า “เฮเรน” จะต้องรีบวิ่งมาแน่ๆฉันจะเดินออกไปแล้ววิ่งไปตามถนนแถวนี้เป็นที่ฉันไม่คุ้นเคยเลยก็เลยแค่วิ่งไปมั่วๆก็หาคนอื่นอยู่ๆก็มีรถไฟมาฉันก็เลยรีบโบกทันทีเมื่อรถจอดฉันเริ่มตะโกนบอกพวกเขาว่ากำลังอยู่ในสถานการณ์ไม่ดีแล้วขอให้ช่วยโทรหาตำรวจให้ทีซึ่งนี่คือจุดจบของความทรมานของฉัน

ตำรวจพาฉันกลับบ้านฉันไม่สามารถบอกได้ว่ามีความสุขไหนตอนที่เจอหน้าพ่อแม่พวกเขาก็จะเป็นบ้าเขาตามหาฉันไปทั่วเจอก็แค่มือถือฉันที่อยู่ริมทะเลสาบนอกเมืองซึ่งตำรวจสันนิษฐานว่าฉันไปว่ายน้ำแล้วก็จมน้ำนี้คงเพราะ “เฮเรน” เอามือถือของฉันได้ทิ้งเพื่อปกปิดที่อยู่ดูเหมือนว่าเธอจะวางแผนผังฉันในบ้านมันนานแล้วนะขอบคุณพระเจ้าที่ฉันหนีมาได้แต่ยังไม่จบฉันบอกตำรวจว่าผู้หญิงคนนี้ขังลูกตั้งเองไว้ด้วยเท่าที่ฉันรู้คืนนั้นเธอถูกจับจะมีการพิจารณาคดีในอีกไม่ช้าเพื่อความยุติธรรมที่สุดทุกอย่างจบลงด้วยดีฉันกลับมาบ้านและพวกเขาจะหาครอบครัวใหม่ให้ “บิลลี่” หวังว่าเขาจะไม่เป็นไรนะเหตุการณ์นี้ทำชั้นฝังใจไปเลยตอนนี้ฉันเป็นโรคกลัวแล้วก็หวาดระแวงแม้กระทั่งผู้คนที่ผ่านไปมาฉันก็กลัวมีเพียงบ้านฉันเท่านั้นแหละที่ทำให้ฉันสบายใจและเรื่องราวที่เกิดขึ้นเนี่ยเป็นเพราะฉันเชื่อใจผู้หญิงแปลกหน้าฉะนั้นระวังตัวกันด้วยนะทุกคน

ขอบคุณที่ฟังเรื่องของฉันนะแนะนำฉันทีสิว่าเราต้องต่อสู้กับความกลัวและโรคกลัวยังไงแล้วฉันขอล่ะอย่าไว้ใจใครนะอย่าเด็ดขาด 

เรื่องเล่าที่เกี่ยวข้อง

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments
Back to top button
0
Would love your thoughts, please comment.x
()
x

ปิดโปรแกรมบล็อคโฆษณา

กรุณาปิดโปรแกรมบล็อคโฆษณาก่อนนะ เพราะเว็บจะอยู่ได้ก็จากป้ายโฆษณา