ปัญหาสุขภาพ

แม่ฉันใช้อาการป่วยเพื่อให้พ่อแยกจากคนรัก ไม่เข้าท่าเลย

ไงฉันชื่อ “ลีแอน” ฉันอายุ 14 ปีแล้วกำลังโกหกพ่อฉันเรื่องแม่เพื่อช่วยแม่ในการรักษาครอบครัวของเราเอาไว้เรื่องนี้หรือคุณจะบอกว่าสถานการณ์โดยรวมที่ไม่น่าประทับใจเนี่ยเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ฉันอาศัยอยู่กับพ่อแม่และน้องชายชื่อ “แมทธิว” เขาอายุแค่ 2 ขวบแล้วก็เหมือนแบบครอบครัวอื่นๆที่บางครั้งพ่อแม่ฉันก็จะโต้เถียงกันเรื่องบางอย่างหลังจากนั้นพวกเขาจึงจะกลับมาคืนดีกันเสมอและทำให้อะไรๆ กลับมาเป็นปกติอีกครั้งซึ่งทำให้ฉันแน่ใจเสมอมาว่านั่นคือเรื่องปกติแล้วเป็นแบบที่การแต่งงานควรจะเต็มแต่วันนึงก็กลายเป็นว่าฉันเข้าใจผิดมหันต์ในตอนที่ฉันได้ยินแม่ร้องไห้อยู่ในห้องน้ำตอนนั้นเป็นช่วงกลางวันฉันกำลังทำการบ้านแล้วแม่กำลังวุ่นวายอยู่กับการทำงานบ้านถึงตอนนึงแม่จึงบอกให้ฉันดูแล “แมทธิว” ขณะที่แม่จะเอาเสื้อผ้าไปใส่ตะกร้า

หลังจากผ่านไป 10 นาทีฉันจึงรู้สึกตัวว่าแม่ยังไม่กลับมาฉันก็เลยเรียกแม่แต่แม่ไม่ตอบฉันจะไปดูว่าแม่เป็นอะไรหรือเปล่าและฉันพบว่าแม่กำลังร้องไห้อยู่ตรงตะกร้าผ้าแม่บอกว่าแม่แค่เตะตระกร้าจนนิ้วเท้าเจ็บมากและทำให้น้ำตาไหลอาบหน้าแต่ฉันรู้สึกว่ามันเหมือนมีอะไรสักอย่างที่ทําให้แม่โกรธเคืองเสียใจอ่ะเพื่อให้พวกคุณเข้าใจหน่อยนะจริงๆแม่ฉันเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งมากเวลาส่วนใหญ่แม่มักไม่ค่อยแสดงอารมณ์มากนักไม่ว่าอารมณ์นั้นจะเป็นด้านบวกด้านลบแม่ไม่เคยร้องไห้เลยเวลาที่แบบดูหนังเศร้าหรือเห็นข่าวน่าจะทันใจและคุณแน่ใจได้เลยว่าแม่จะต้องไปอยู่ตรงนั้นเพื่อนนั่งร้องไห้เพราะเจ็บนิ้วเท้าอ่ะ แต่อีกอย่างนึงฉันเดาว่าเพราะฉันเองก็ไม่ได้สนิทกับแม่มากนักแม่บอกเสมอว่าฉันมีคนมากมายรอบข้างให้ผูกมิตรเป็นเพื่อนด้วยและแม่ก็แค่อยากเป็นผู้ใหญ่ที่ได้รับความเคารพคนนึงเท่านั้นเองรูปแบบของอุปนิสัยแม่ฉันในเป็นกุญแจของเรื่องที่คุณกำลังจะได้ฟังต่อไปนี้เลยแหละ

อย่างไรก็ตามหลังจากวันนั้นหรือสักพักนึงฉันตื่นขึ้นมากลางดึกก็ได้ยินเสียงบางอย่างนั้นเป็นเสียงพ่อแม่ฉันพูดกันดังมากและฟังจากบางคําที่ฉันเพิ่งจะได้ยินฉันก็รู้ว่าแม่พบรอยลิปสติกบนเสื้อของพ่อขณะที่กำลังซักผ้าจากนั้นฉันจึงเข้าใจว่าทำไมวันก่อนหน้าไม่ถึงร้องไห้แม่ตัดสินไปแล้วว่าพ่อนอกใจแม่เป็นผู้หญิงคนอื่นฉันกลัวมากจริงๆไม่นานมานี้พ่อแม่ของเพื่อนร่วมชั้นของฉันก็เพิ่งหย่ากันแล้วฉันเห็นเลยว่าเขาต้องผ่านช่วงความเปลี่ยนแปลงอย่างมากในชีวิตไปอย่างลำบากขนาดไหนและฉันก็ไม่อยากให้ครอบครัวของฉันแตกแยกดังนั้นฉันก็เลยแค่นอนนิ่งบนเตียงไม่ขยับเลยหายใจดังๆจนฉันไม่ได้ยินอะไรนอกจากบทสนทนาของพวกเขาอีกจากนั้นฉันก็ยินเสียงดังตามมาอีกนาทีหลังจากนั้นพ่อจะเข้ามาในห้องฉันปรากฏว่าขณะที่พวกเขากำลังเถียงกันอยู่นั้นแม่ก็เป็นลมไปแม่ได้สติแทบจะในทันทีแต่พ่อก็ยังตัดสินใจพาแม่ไปโรงพยาบาลเพื่อให้แน่ใจว่าแม่ไม่เป็นไรพ่อก็เลยต้องปลุกฉันเพื่อให้ไปดูแล  “แมทธิว” ฉันไม่เคยลืมค่ำคืนนั้นได้เลยฉันวิ่งจากมุมนึงไปอีกมุมหนึ่งขณะที่รอให้พ่อแม่กลับมา

พวกเขาไม่ได้กลับจนกระทั่งรุ่งสางพ่อฉันดูหม่นหมองซึมเศร้าและใบหน้าของแม่ก็บอกชัดว่าแม่เพิ่งหยุดร้องไห้พวกเขาบอกว่าเราต้องคุยกันกลายเป็นว่าที่โรงพยาบาลขณะที่หมอกำลังทำการตรวจสิ่งต่างๆที่จำเป็นเพื่อหาว่าแม่ได้รับบาดเจ็บขณะหมดสติไปหรือเปล่าพวกเขากลับพบบางสิ่งที่คุณมีอยู่นั่นคือตอนที่เราทั้งหมดหรือว่าแม่ฉันเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแน่ล่ะทุกคนตกตะลึงแล้วก็โศกเศร้าเสียใจและพวกคุณแน่ใจได้เลยว่าแม่ฉันจะต้องเริ่มทำการรักษาในทันทีพ่อบอกฉันว่านับจากนี้ฉันต้องคอยทำงานบ้านแทนแม่อย่างน้อยก็ทำไปก่อนชั่วระยะหนึ่งแต่พ่อก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรหรอกฉันพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือแม่อยู่แล้วดังนั้นทุกวันหลังฉันกลับจากโรงเรียนฉันต้องทำอาหารทำความสะอาดซักผ้าดูดฝุ่นและแน่นอนฉันยังต้องพยายามดูแล “แมทธิว” ด้วยตัวเองด้วยเพราะก็อย่างที่คุณรู้หลังจากรับคีโมมาแม่จะรู้สึกไม่สบายมากๆแล้วก็แทบดูแลตัวเองไม่ได้เลยสุขภาพของแม่ไม่ใช่อย่างเดียวในตอนนี้ที่ต่างออกไปแต่อารมณ์ก็ด้วยเหมือนกันแต่ละวันแม่จะเริ่มไม่มีความอดทนมากขึ้นเรื่อยๆไม่ว่าเมื่อไหร่ที่แม่ได้ยินว่าฉันกลับมาบ้านแม่ต้องมีอะไรสักอย่างให้ฉันทำอย่างช่วยขยับหมอนให้ดูช่วยใส่ถุงเท้าให้หน่อยคือแบบอะไรก็ตามที่จริงๆแม่ทำเองก็ได้นั่นแหละ

และไม่ใช่แค่ฉันที่แม่กำลังใช้อาการเจ็บป่วยของตัวเองทรมานแม่ตะโกนใส่พ่อฉันตลอดเวลาบอกว่าเขาทำผิดทุกอย่างพ่อไม่ได้ทำซุปให้แม่อย่างที่แม่บอกให้ทำแล้วไม่ได้ซื้อของที่ร้านอย่างที่บอกให้ซื้อดูแลฉันกลับ “แมทธิว” ไม่ได้เรื่องเลยแล้วก็อะไรอีกมากมายตามที่แม่บอกพ่อทำผิดทุกอย่างแล้วแม่ก็ยังเอาแต่คร่ำครวญเรื่องสุขภาพของตัวเองตลอดเวลาใช่ฉันรู้แม่ของฉันผู้หญิงที่แข็งแกร่งคนนี้แหละแต่แม่ก็เอาแต่ คร่ำครวญให้ทุกคนที่โทรมาถามแม่บอกว่าตอนนี้แม่รู้สึกยังไงบ้างก็ไม่ใช่ว่าตอนนี้ฉันจะนึกบ่นหรอกนะชื่อเธอว่าฉันจะหนักดีเลยว่าการเป็นมะเร็งมันเป็นเรื่องทรมานสำหรับแม่แต่ก็คือฉันเพิ่งอายุ 14 รู้ไหมฉันก็คงจะได้ออกไปเล่นสนุกกับเพื่อนๆเหมือนเด็กอายุ 14 คนอื่นแต่ฉันต้องมาทำงานบ้านแล้วก็เลี้ยงน้องแทนและแม่ก็ไม่เคยแม้แต่จะพูดขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่ฉันทำให้และแค่รับทั้งหมดนั้นไว้เฉยๆเหมือนเป็นเรื่องที่ต้องได้และฉันก็ไม่อาจพูดอะไรกับแม่ได้เลยเพราะแม่กำลังป่วยอยู่แล้วฉันไม่อยากให้แม่โกรธขึ้นมา

พ่อในทางตรงกันข้ามเป็นคนเดียวจริงๆที่เข้าใจทะลุปรุโปร่งว่าฉันเหนื่อยกับแม่บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องพูดกันเลยด้วยซ้ำเราก็แค่เห็นเส้นช่วยกันทำความสะอาดห้องครัวด้วยกันโดยไม่ต้องขอแต่ฉันก็มีความรู้สึกว่าฉันไม่ใช่คนเดียวที่ต้องทุกข์ทรมานแบบว่าทั้งหมดที่ฉันอยากพูดก็แค่ว่าในช่วงเวลานั้นตอนที่แม่ฉันป่วยพ่อกับฉันก็เลยได้กันมากๆนั้นจึงอาจเป็นเหตุให้เพราะอะไรถึงกลายเป็นเรื่องยากสำหรับฉันที่จะต้องเล่าเรื่องต่อจากนี้วันหนึ่งฉันทำการบ้านแล้วก็อยู่จนดึกก็เลยตัดสินใจไปหาน้องอุ่นดื่มก่อนนอนและขณะที่ฉันเดินเข้าไปใกล้ห้องครัวฉันก็ได้ยินเสียงพ่อคุยโทรศัพท์ฉันไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟังนะแต่ว่าเขาก็อยากทราบบางอย่างในสายเหมือนอย่าปิดบังไม่ให้ใครได้ยินอะไรก็ตามที่เขากำลังพูดฉันก็เลยต้องแอบฟังอย่างช่วยไม่ได้พ่อสังเกตเห็นฉันเกือบจะทันทีแล้วก็เอาโทรศัพท์ลงเหมือนเขาประหลาดใจมากจริงๆ

พฤติกรรมที่น่าสงสัยของเขามีเพียงความหมายเดียวสำหรับฉันนั้นคือพ่อกำลังนอกใจแล้วกำลังคุยกับผู้หญิงคนอื่นอยู่ในตอนที่ฉันจับได้ถ้าพูดกันอย่างลงไปตรงมานะฉันไม่รู้เลยว่าจะพูดอะไรฉันแค่ยืนอยู่ตรงหน้าประตูห้องครัวพยายามมองไปที่พ่อด้วยความรู้สึกเหยียดหยามที่สุดเท่าที่จะทำได้เขาทำแบบนี้กับภรรยาที่กำลังป่วยของเขาได้ยังไงแน่ล่ะเค้าเริ่มบอกเรื่องงี่เง่าอะไรสักอย่างกับฉันว่าเป็นแค่โทรศัพท์เรื่องงานแล้วก็วางไปเพราะคุยจบแล้วบอกว่าพ่อไม่คิดเลยว่าจะเห็นฉันบลาๆๆ แต่เห็นได้ชัดว่าเขาควรจะหาข้ออ้างดีๆกว่านี้เพราะฉันมองไปที่นาฬิกาที่บอกว่าตอนนี้เกือบจะเที่ยงคืนแล้วซึ่งมันดึกเกินกว่าจะมาคุยเรื่องงานแล้วพ่อก็เข้าใจว่าฉันไม่เชื่อเขาจากนั้นพ่อจะถอนหายใจแล้วบอกว่าเราต้องคุยกันนั้นเป็นการคุยที่จริงจังที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของฉันปรากฏว่าพ่อมีผู้หญิงอื่นจริงๆซึ่งเธอมีชื่อว่าจะ “เจสซิก้า” และเป็นคนที่ทำให้พ่อของฉันมีความสุขพ่อแน่ใจเรื่องนั้นมากและคืนนั้นที่หมอเพราะว่าแม่เป็นมะเร็งเขาเพิ่งจะบอกแม่ว่าเขาจะทิ้งแม่ไปแต่แล้วแม่ก็ป่วยแล้วพ่อก็ไม่อาจทำได้อีกขนาดที่ “เจสซิก้า” เอาแต่รบเร้าให้พ่อตัดสินใจซะทีพ่อบอกว่าพ่อไม่ได้คิดว่าฉันจะเข้าใจพ่อหรืออะไรทั้งนั้นพ่อแค่อยากให้ฉันเก็บเรื่องนี้ไม่ให้แม่รู้อย่างน้อยก็จนกว่าแม่จะดีขึ้น

ฉันไม่รู้ว่าต้องทำยังไงหมายถึงคือแน่ๆเลยก็คือฉันต้องรับปากพ่ออยู่แล้วว่าจะเก็บความลับของเขาเอาไว้เพื่อประโยชน์ของครอบครัวแต่หลังจากนั้นพอฉันเข้านอนแล้วฉันก็เอาแต่คิดเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าตอนแรกฉันนึกว่าไปว่าแม่ฉันเอาชนะโรคร้ายแล้วก็กลับมามีสุขภาพแข็งแรงครั้งแต่แล้วพ่อก็บอกเขาเรื่องผู้หญิงของพ่อและทิ้งเราไปและแม่ก็กลับมาโศกเศร้าเสียใจอีกไม่มีครอบครัวที่มีความสุขของเราอีกต่อไปแต่จะเป็นยังไงถ้าแม่สู้ไม่ไหวแล้วจากไปล่ะนี่ก็คงไม่มีอะไรเหมือนครอบครัวที่มีความสุขเหมือนกันอีกอย่างในกรณีนั้นจะใช้เวลานานแค่ไหนก่อนที่พ่อจะพาแม่ใหม่มาบ้าน พระเจ้าฉันหวังเหลือเกินว่าตัวเองไม่ควรจะมารับรู้เรื่องทั้งหมดนี้ของพวกผู้ใหญ่เลย  เช้าวันต่อมาพ่อของฉันควรจะพาแม่ไปหาหมอแต่พ่อมีโทรศัพท์จากที่ทำงานจึงรบเร้าให้ฉันไปเป็นเพื่อนแม่แทนก่อนพ่อออกไปทำงานเขามองฉันอย่างมีความหมายแบบว่าเพื่อเตือนฉันว่าฉันต้องสัญญาอะไรกับพ่อไว้ก่อนหน้านี้ฉันคิดหนักมากกับเรื่องทั้งหมดนี้เพื่อประโยชน์ของครอบครัวเรืองโน่นนี่และอื่นๆไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำว่าแม่และฉันมาถึงห้องของหมอได้ยังไง

ทันทีที่เราเข้าไปแล้วเห็นใบหน้าของหมอจะรู้เลยว่าเขาต้องมีข่าวดีแม่ฉันโชคดีที่กำจัดมะเร็งวายร้ายออกไปได้แล้วแน่นอนทุกคนดีใจอย่างมากและเราก็กอดหมอนกล่าวขอบคุณเขาแบบขอบคุณเป็นล้านๆครั้งเลยนะแม่ฉันก็อยู่โทรศัพท์เพื่อที่จะโทรบอกพ่อแล้วฉันก็รู้ว่านี่คือโอกาสสุดท้ายของฉัน ฉันเลยห้ามแม่ไว้แล้วบอกว่าเราต้องคุยกันใบหน้าของแม่ฉันไม่ปรากฏอารมณ์สักนิดเดียวแม่ดูเหมือนจะรู้ทุกอย่างดีแล้วและตอนนี้ความสงสัยของแม่ก็ได้รับการยืนยันแม่ลูบหัวฉัน ฉันแทบร้องไห้กับความไร้ประโยชน์ที่ฉันกำลังรู้สึกในขนาดนี้ นี่เหมือนฉันเป็นคนทำลายข่าวดีที่สุดในโลกเรื่องอาการป่วยของแม่แต่แล้วฉันก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันบนใบหน้าแม่ แม่ดูลึกลับก็คุณคิดอะไรบางอย่างลึกซึ้ง ทันใดนั้นแม่ก็บอกกะทันหันว่าเราจะเก็บข่าวดีนี้ไว้เป็นความลับจากพ่อสักระยะหนึ่งอย่างน้อยก็จนกว่าแม่จะคิดแผนที่ดีกว่านี้เพื่อทำให้พ่ออยู่กับครอบครัวของเราได้น่าตกใจหรือเปล่าก็ใช่น่ะสิแล้วก็คาดไม่ถึงสุดๆเลยด้วย ฉันไม่รู้ว่าผู้หญิงคนอื่นก็ช่างคิดสร้างสรรค์เหมือนแม่ฉันไหมตอนนี้ผ่านมา 2 สัปดาห์แล้วที่แม่แกล้งทำเป็นป่วยต่อแล้วฉันก็ต้องช่วยเหลือโน่นนี่แม่ ส่วนพ่อก็ยังไม่รู้อะไรแล้วก็เอาแต่ดูแลแม่ ไม่นานมานี้เองแม่เพิ่งจะแนะฉันว่าให้ฉันใช้ช่วงนี้ให้เป็นประโยชน์แล้วก็บอกเป็นนัยๆกับพ่อว่าอาการป่วยของภรรยาอาจเป็นบทลงโทษจากพระเจ้าที่เขานอกใจ

ฉันก็ไม่รู้ว่าแผนนี้จะอยู่ไปได้นานอีกสักเท่าไหร่และปฏิกิริยาของพ่อฉันตอนที่ความจริงเปิดเผยนั้นจะเป็นยังไงแต่ฉันรู้เลยว่าฉันไม่เคยรู้สึกสนิทสนมกับแม่มากเท่านี้มาก่อนตอนนี้หวังว่าเราจะได้รับคำอวยพรในช่องคอมเม้นให้โชคดีแล้วกดติดตามเพื่อไม่ให้พลาดเรื่องราวต่อจากนี้ด้วยนะ 

เรื่องเล่าที่เกี่ยวข้อง

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest
0 Comments
Inline Feedbacks
View all comments
Back to top button
0
Would love your thoughts, please comment.x
()
x

ปิดโปรแกรมบล็อคโฆษณา

กรุณาปิดโปรแกรมบล็อคโฆษณาก่อนนะ เพราะเว็บจะอยู่ได้ก็จากป้ายโฆษณา